วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มะละกอสร้างชาติ

ประวัติมะละกอ
เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วเนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม นิยมนำมารับประทานทั้งสดและนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ก็ได้

ลักษณะทั่วไป
มะละกอเป็นไม้ล้มลุก (บางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไม้ยืนต้น) ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว 5-9 แฉก เกาะกลุ่มอยู่ด้านบนสุดของลำต้น ภายในก้านใบและใบมียางเหนียวสีขาวอยู่ มะละกอบางต้นอาจมีดอกเพียงเพศเดียว แต่บางต้นอาจมีดอกได้ทั้งสองเพศก็ได้ ผลเป็นรูปรี อาจหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม ผลดิบมีสีเขียว และมีน้ำยางสีขาวสะสมอยู่ที่เปลือก ส่วนผลสุก เนื้อในจะมีสีเหลืองถึงส้ม มีเมล็ดสีดำเล็ก ๆ อยู่ภายในกินไม่ได้


ประโยชน์
นอกจากการนำมะละกอไปรับประทานสด ๆ แล้ว เรายังสามารถนำไปปรุงอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ฯลฯ หรือนำไปหมักเนื้อให้นุ่มได้อีกด้วย เพราะในมะละกอมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งเรียกว่า พาเพน (Papain) ซึ่งสามารถนำเอนไซม์ชนิดนี้ไปใส่ในผงหมักเนื้อสำเร็จรูป บางครั้งนำไปทำเป็นยาช่วยย่อยสำหรับผู้ที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยก็ได้
 

เนื้อมะละกอสุก
สารอาหารปริมาณสารอาหารต่อมะละกอสุก 100 กรัม
โปรตีน0.5 กรัม
ไขมัน0.1 กรัม
แคลเซียม24 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส22 มิลลิกรัม
เหล็ก0.6 มิลลิกรัม
โซเดียม4 มิลลิกรัม
ไทอะมีน0.04 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน0.04 มิลลิกรัม
ไนอะซิน0.4 มิลลิกรัม
กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)70 มิลลิกรัม

สรรพคุณของมะละกอ สรรพคุณของมะละกอมีมากมายนัก ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้ 1. แก้อาการขัดเบา ใช้รากสด (1 กำมือ) 70-90 กรัม รากแห้ง 25-35 กรัม หั่นต้มกับน้ำ กรองดื่มเฉพาะน้ำ วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา(75 มิลลิลิตร) ดื่มก่อนอาหาร
2. เป็นยาระบายอ่อนๆ การกินเนื้อมะละกอสุก ช่วยเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากไยอาหาร ดังนั้นเนื้อผลสุกมะละกอจะช่วยระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก
สรรพคุณ มะละกอ :
ผลสุก - เป็นมีสรรพคุณป้องกัน หรือแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย
ยางจากผลดิบ - เป็นยาช่วยย่อยโปรตีน ฆ่าพยาธิได้
รากมะละกอ - ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา
ใช้เป็นยาระบาย :ใช้ผลสุกไม่จำกัดจำนวน รับประทานเป็นผลไม้
เป็นยาช่วยย่อย: 1. ใช้เนื้อมะละกอดิบไม่จำกัด ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง เป้นผักจิ้ม 2. ยางจากผลดิบ หรือจากก้านใบ ใช้ 10-15 กรัม หรือถ้าเป็นตัวยาช่วยย่อย เพราะในยางมะละกอมีสารที่เรียกว่า Papain
เป็นยากัน หรือแก้โรคลักปิดลักเปิด โรคเลือดออกตามไรฟัน: ใช้มะละกอสุกรับประทานเป็นผลไม้ ให้วิตามินซีสูง
เท้าบวม: เอาใบมะละกอสดตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกเท้าที่บวมลดอาการบวมลงได้
แก้เคล็ดขัดยอก: ใช้รากมะละกอสดตำให้แหลกผสมเหล้าโรงพอก
โดนหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน: ให้บ่งปากแผลเปิดออก เอายางมะละกอดิบใส่หนามจะหลุดออก
คันเพราะพิษของหอยคัน: ให้ใช้ยางมะละกอดิบทาเช้า-เย็นจนหาย
เมื่อมีอาการปวดตามข้อและหลัง: รับประทานมะละกอสุกเป็นประจำป้องกันและบำบัดโรคปวดข้อปวดหลังได้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ใช้รากมะละกอตัวผู้แช่เหล้าขาวให้ท่วมยาไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำใช้ทาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้อเปลี้ยอ่อนแรง ลดอาการปวดบวม ให้เอาใบมะละกอสดย่างไฟหรือลวกกับน้ำร้อนแล้วประคบบริเวณที่ปวด หรือตำพอหยาบห่อด้วยผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ
ถ้าโดนตะปูตำเป็นแผล: ให้เอาผิวลูกมะละกอดิบตำพอกแผล เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แผลน้ำร้อนลวก ใช้เนื้อมะละกอดิบต้มให้สุกจนเปือย ตำพอกที่แผล แผลพุพอง ใช้ใบมะละกอแห้งกรอบบดเป็นผง ผสมกับน้ำกะทิพอเหนียวข้น ใช้พอกหรือทาที่แผลวันละ 2-3 ครั้ง
แก้ผดผืนคัน: ใช้ใบมะละกอ 1 ใบ น้ำมะนาว 2 ผล เกลือ 1 ช้อนชา ตำรวมกันให้ละเอียดเอาทั้งน้ำและเนื้อทาแผลบ่อยๆ กลาก เกลื้อน ฮ่องกงฟุตหรือเท้าเปือย ใช้ยางของลูกมะละกอดิบทาวันละ 3 ครั้งฆ่าเชื้อราได้


.....คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอ.... 
มะละกอเป็นไม้ผลที่ปลูกกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว   เดิมทีเป็นไม้ผลพื้นเมืองในเขตร้อนของทวีปอเมริกา  ตามแถบชายฝั่งของประเทศเมกซิโก   และต่อมาได้มีการแพร่กระจายมายังประเทศต่างๆในทวีปเอเชีย   โดยนักเดินเรือชาวปอร์ตุเกส และ ชาวสเปน  เมื่อประมาณ  พ.ศ.   2143 หรือ ร้อยกว่าปีมาแล้วครับ  และก็ได้กลายมาเป็นไม้ผลที่นิยมรับประทานกันมากในหลายๆประเทศในทวีปเอเชีย

มะละกอมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น  เช่น  ทางภาคเหนือ  เรียกกันว่า  มะก๊วยเต้ด   ก๊วยเต้ด  มะก๊วยเทศ  หมากซางพอ    ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  หรือภาคอืสาน  เรียกว่า   หมักหุ่ง    บักหุ่ง  บักกอ    ภาคใต้เรียกว่า   ลอกอ    แตงต้น   ก้วยลามาเต๊ะ   เห็นไมครับ  มะละกออย่างเดียวเรียกกันตั้งหลายชื่อ

ลักษณะของมะละกอ


ลำต้น มะละกอจัดเป็นพืชล้มลุก    มีอายุสั้น   ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน  มีน้ำมาก   ลำต้นเปราะ หักง่าย   เมื่อถูกลมพัดแรงๆ  สูงประมาณ     1.5  -  6    เมตร


ใบ เป็นใบเดี่ยวเกิดอยู่ตรงส่วนยอดของลำต้น   ใบมีขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแฉกๆหรือเป็นหยักๆ   7  -  11  แฉก


ดอก ดอกมีลักษณะพิเศษ   ตามที่ผมตั้งใจจะพูดในวันนี้ครับ   ดอกมะละกอแบ่งออกได้ดังนี้ครับ

1.
ดอกตัวผู้ คือต้นมะละกอต้นนี้จะมีเฉพาะดอกตัวผู้ล้วนๆ  และต้นชนิดนี้ชาวสวนเรียกกันว่าต้นตัวผู้   ลักษณะของดอกตัวผู้จะออกเป็นช่อ   ช่อหนึ่งๆมีหลายดอก  มีก้านดอกยาว  อาจจะยาวประมาณ  1  -  3  ฟุต   ต้นตัวผู้ไม่มีลูกครับ   แต่ชาวสวนจะไม่โค่นทิ้ง   จะต้องเก็บไว้ให้แมลงมาตอมและพาเอาละอองเกสรตัวผู้  ไปผสมกับดอกตัวเมียต่อไป

2.  ดอกตัวเมีย
คือต้นมะละกอต้นนี้จะมีเฉพาะดอกตัวเมียล้วนๆ  และต้นชนิดนี้ชาวสวนเรียกกันว่าต้นตัวเมีย  ลักษณะของดอกตัวเมีย มีขนาดใหญ่   ยาวประมาณ  2  -  2.5   นิ้ว   มีก้านดอกสั้น  เจริญติดอยู่กับฐานของก้านใบ   อาจออกเป็นดอกเดี่ยว  หรือมี   2  -  3   ติดเป็นกระจุก   บางพันธุ์อาจจะมีมากกว่า   10   ดอก  เพื่อได้รับการผสมพันธ์จากละอองเกสรตัวผู้   ก็จะเจริญเป็นผล  มากกว่า   10    ผล
3.  ดอกกระเทย เป็นดอกสมบูรณ์เพศ   มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน  ดอกมีก้านสั้นติดอยู่กับง่ามของก้านใบ
เห็นไหมครับเป็นเรื่องน่าสนใจจริงๆ  ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่า  มะละกอมีดอกตั้ง  3    แบบ
ผล โดยทั่วๆไปผลมีลักษณะกลมป้อม  จนถึงลักษณะกลมรียาว   เมื่อยังดิบ  เนื้อมีสีขาว  ส่วนผลที่สุกจะมีเนื้อสีส้ม  หรือ ส้มแดง  ใช้รับประทานเป็นผลไม้ครับ

      

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น